Hot Line : 02-744-9397
Mail : sale@8baht.com

| สื่อความรู้สึกแทนใจไว้ใน Emoticon |
|
|
|
| เขียนโดย Surapong K. |
| วันพุธที่ 28 กรกฏาคม 2010 เวลา 17:45 น. |
|
โลกของการสื่อสารพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปมาก ปัจจัยหนึ่งก็ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปไม่หยุดยั้ง และสิ่งนี้เองก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างวิธีการใหม่ๆ ในเรื่องของการสื่อสารอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้การสื่อสารนั้นเข้าใจกันได้อย่างดีขึ้น ถูกต้อง ครบถ้วน ทั้งความหมายและความรู้สึก แต่บางทีก็สร้างความสับสน งุนงง เป็นอุปสรรคกับคนต่างวัย หรือไกลเทคโนโลยีได้เหมือนกัน และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในวังวนของการสื่อสารในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้านี้ ก็คือสัญลักษณ์อีโมติคอน (Emoticon) หรือสไมลี่ (Smiley) นั่นเอง ที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสัน และสื่อความรู้สึกในการสื่อสารของคนยุคใหม่ วันนี้เราไปรู้สึกเจ้า Emoticon และ Smiley กันสักนิดจะเป็นไร...
Emoticon กับ Smiley คืออะไร
สมัยก่อนเราอาจจะรู้จักแค่ไอคอน (icon) แต่ยุคนี้มันไม่เพียงพอเสียแล้ว แถมยังไฮเทคกว่าเมื่อไอคอนเปลี่ยนรูปร่างและแปลงโฉม แถมด้วยการทำหน้าที่และบทบาทใหม่บนคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยสื่ออารมณ์และความหมายให้ครบถ้วนในโลกออนไลน์ ไอคอนจากเมื่อวันวานจึงกลายมาเป็น อีโมติคอน (Emoticon) หรือ สไมลี่ (Smily) ซึ่งก็คือชุดของตัวอักษร หรือภาพขนาดเล็ก ทำขึ้นเพื่อแสดงสีหน้าอารมณ์ของมนุษย์ และสื่อถึงอารมณ์ขณะที่ทำการสื่อสารบนคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง คำว่า อีโมติคอน เป็นคำผสมจาก emotion ที่แปลว่า อารมณ์ และคำว่า icon ที่หมายถึงสัญลักษณ์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของลักษณะน้ำเสียงหรือการแสดงออกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกระดานอีเล็กทรอนิกส์ (webboard) ในแชตรูม หรือแม้แต่ในการส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ในปัจจุบัน ส่วนคำว่า สไมลี่ หรือ หน้ายิ้ม หมายถึงรูปแบบการประกอบตัวอักขระเข้าด้วยกันเพื่อใช้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายในขณะทำการสื่อสารผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์เช่นกัน ลองดูจากรูปอีโมติคอน หรือสไมลี่ ที่เราหยิบมาเป็นตัวอย่างให้ดูในนี้น่าจะคุ้นๆ กัน หรือถ้าเป็นคนที่ชอบแช็ตผ่านโปรแกรมพวก instant messaging บ่อยๆ จะคุ้นเคยกันดีครับ ทำไมต้องมี Emoticon ล่ะ
สัญลักษณ์พวกนี้เกิดครั้งแรกในบูเลตินบอร์ดของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน เมื่อค.ศ. 1982 ในสังคมออนไลน์นั่นแหละ ซึ่งอีโมติคอนนั้นถูกนำมาใช้เพื่อสื่อสารแทนอารมณ์ต่างๆ ซึ่งคลิกได้ง่าย และรวดเร็ว แถมยังดูน่ารัก สามารถเรียกร้องความสนใจจากคู่สนทนาได้เป็นอย่างดี แทนที่จะต้องกดคีย์บอร์ดเป็นข้อความต่างๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวหรืออารมณ์เป็นตัวหนังสือ ซึ่งบางทีไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีเท่ากับ การบรรยายแทนด้วยภาพสัญลักษณ์หน้ายิ้ม หน้าบึ้ง เพียงภาพเดียว หรือบางทีการเขียนเป็นข้อความเพื่อบรรยายความรู้สึกนั้น ก็ทำได้ยากกว่า ซึ่งการเรียกใช้สัญลักษณ์อีโมติคอน ก็สามารถใช้การพิมพ์อักขระแทนการคลิกที่ภาพก็ได้ เช่น การพิมพ์โคลอน “:” ตามด้วยไฮเฟน “-“ และวงเล็กปิด “)” ก็จะได้เป็นภาพหน้ายิ้ม โดยเราจะมองที่อักขระตามแนวนอน จากซ้ายไปขวานั่นเอง ซึ่งในระยะต่อมาก็มีการพัฒนาอักขระอื่นๆ ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์อีโมติคอนอีกหลายอัน
ยุครุ่งเรื่องของ Emoticon
จากการใช้อักขระตัวพิมพ์บนคีย์บอร์ด ให้กลายมาเป็นสัญลักษณะหน้ายิ้มหรือหน้าที่แสดงความรู้สึกต่างๆ ก็เข้าสู่ความนิยมจนถึงยุคที่เรียกได้ว่ารุ่งเรื่องของการใช้อีโมติคอน โดยมีการพัฒนาอีโมติคอนแบบภาพ และกราฟิค หรือแม้แต่ภาพที่มีการขยับเคลื่อนไหวได้ เมื่อไมค์ โจนส์ จากไมโครซอฟต์ ซึ่งมีความสนใจและเริ่มค้นหาที่มาของสไมลี่ ด้วยการตามไปบนเส้นทางออนไลน์ จนไปถึงภาควิชาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน ไปพบสัญลักษณ์สไมลี่ครั้งแรก เขาเห็นสัญลักษณ์และเชื่อว่าใช้เพื่อแทนความหมาย “ยิ้ม” ในข้อความที่โพสต์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 1982 และในวันนี้ความนิยมของอีโมติคอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เรายังเห็นสัญลักษณ์บอกความรู้สึกแบบนี้ ไปปรากฎในหน้าจอทีวี หรือแม้แต่ในหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่มีกลุ่มคนอ่านเป็นวัยรุ่นนั่นเอง ก็ต้องเรียกว่าเป็นไปตามยุคสมัยล่ะครับ หากผู้ใหญ่คนใดมีโอกาสได้อ่านหนังสือ หรือดูทีวีที่มีการใช้สัญลักษณ์อีโมติคอน หรือสไมลี่ ก็อย่าเพิ่งงงหรือมึนกันไปก่อนนะครับ ให้รู้ว่านี้คือการสื่อสารสื่อความของคนเจนเนอเรชั่นนี้กันนั่นเอง
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฏาคม 2010 เวลา 09:59 น. |











