You're Here : Home
สื่อความรู้สึกแทนใจไว้ใน Emoticon PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Surapong K.   
วันพุธที่ 28 กรกฏาคม 2010 เวลา 17:45 น.

            โลกของการสื่อสารพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปมาก  ปัจจัยหนึ่งก็ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปไม่หยุดยั้ง  และสิ่งนี้เองก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างวิธีการใหม่ๆ ในเรื่องของการสื่อสารอีกด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้การสื่อสารนั้นเข้าใจกันได้อย่างดีขึ้น  ถูกต้อง  ครบถ้วน  ทั้งความหมายและความรู้สึก  แต่บางทีก็สร้างความสับสน งุนงง  เป็นอุปสรรคกับคนต่างวัย  หรือไกลเทคโนโลยีได้เหมือนกัน

            และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในวังวนของการสื่อสารในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้านี้  ก็คือสัญลักษณ์อีโมติคอน (Emoticon)  หรือสไมลี่ (Smiley) นั่นเอง  ที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสัน และสื่อความรู้สึกในการสื่อสารของคนยุคใหม่  วันนี้เราไปรู้สึกเจ้า Emoticon และ Smiley  กันสักนิดจะเป็นไร...

Emoticon4_Smiley

Emoticon กับ Smiley คืออะไร

            สมัยก่อนเราอาจจะรู้จักแค่ไอคอน (icon)  แต่ยุคนี้มันไม่เพียงพอเสียแล้ว  แถมยังไฮเทคกว่าเมื่อไอคอนเปลี่ยนรูปร่างและแปลงโฉม  แถมด้วยการทำหน้าที่และบทบาทใหม่บนคอมพิวเตอร์  เพื่อช่วยสื่ออารมณ์และความหมายให้ครบถ้วนในโลกออนไลน์  ไอคอนจากเมื่อวันวานจึงกลายมาเป็น อีโมติคอน (Emoticon) หรือ สไมลี่ (Smily)  ซึ่งก็คือชุดของตัวอักษร หรือภาพขนาดเล็ก  ทำขึ้นเพื่อแสดงสีหน้าอารมณ์ของมนุษย์ และสื่อถึงอารมณ์ขณะที่ทำการสื่อสารบนคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

            คำว่า อีโมติคอน เป็นคำผสมจาก emotion ที่แปลว่า อารมณ์ และคำว่า icon ที่หมายถึงสัญลักษณ์  เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของลักษณะน้ำเสียงหรือการแสดงออกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกระดานอีเล็กทรอนิกส์ (webboard)  ในแชตรูม หรือแม้แต่ในการส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ (e-mail)  ในปัจจุบัน

            ส่วนคำว่า  สไมลี่ หรือ หน้ายิ้ม หมายถึงรูปแบบการประกอบตัวอักขระเข้าด้วยกันเพื่อใช้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายในขณะทำการสื่อสารผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์เช่นกัน  ลองดูจากรูปอีโมติคอน หรือสไมลี่  ที่เราหยิบมาเป็นตัวอย่างให้ดูในนี้น่าจะคุ้นๆ กัน  หรือถ้าเป็นคนที่ชอบแช็ตผ่านโปรแกรมพวก instant messaging บ่อยๆ จะคุ้นเคยกันดีครับ

 Emoticon3_MSN

ทำไมต้องมี Emoticon ล่ะ

            สัญลักษณ์พวกนี้เกิดครั้งแรกในบูเลตินบอร์ดของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน  เมื่อค.ศ. 1982  ในสังคมออนไลน์นั่นแหละ  ซึ่งอีโมติคอนนั้นถูกนำมาใช้เพื่อสื่อสารแทนอารมณ์ต่างๆ ซึ่งคลิกได้ง่าย และรวดเร็ว  แถมยังดูน่ารัก  สามารถเรียกร้องความสนใจจากคู่สนทนาได้เป็นอย่างดี  แทนที่จะต้องกดคีย์บอร์ดเป็นข้อความต่างๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวหรืออารมณ์เป็นตัวหนังสือ  ซึ่งบางทีไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีเท่ากับ  การบรรยายแทนด้วยภาพสัญลักษณ์หน้ายิ้ม  หน้าบึ้ง  เพียงภาพเดียว   หรือบางทีการเขียนเป็นข้อความเพื่อบรรยายความรู้สึกนั้น  ก็ทำได้ยากกว่า

            ซึ่งการเรียกใช้สัญลักษณ์อีโมติคอน  ก็สามารถใช้การพิมพ์อักขระแทนการคลิกที่ภาพก็ได้  เช่น  การพิมพ์โคลอน “:”    ตามด้วยไฮเฟน “-“   และวงเล็กปิด “)”  ก็จะได้เป็นภาพหน้ายิ้ม  โดยเราจะมองที่อักขระตามแนวนอน  จากซ้ายไปขวานั่นเอง   ซึ่งในระยะต่อมาก็มีการพัฒนาอักขระอื่นๆ ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์อีโมติคอนอีกหลายอัน 

Emoticon1_monkey

ยุครุ่งเรื่องของ Emoticon

             จากการใช้อักขระตัวพิมพ์บนคีย์บอร์ด ให้กลายมาเป็นสัญลักษณะหน้ายิ้มหรือหน้าที่แสดงความรู้สึกต่างๆ  ก็เข้าสู่ความนิยมจนถึงยุคที่เรียกได้ว่ารุ่งเรื่องของการใช้อีโมติคอน  โดยมีการพัฒนาอีโมติคอนแบบภาพ  และกราฟิค  หรือแม้แต่ภาพที่มีการขยับเคลื่อนไหวได้  เมื่อไมค์  โจนส์  จากไมโครซอฟต์  ซึ่งมีความสนใจและเริ่มค้นหาที่มาของสไมลี่  ด้วยการตามไปบนเส้นทางออนไลน์  จนไปถึงภาควิชาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน  ไปพบสัญลักษณ์สไมลี่ครั้งแรก   เขาเห็นสัญลักษณ์และเชื่อว่าใช้เพื่อแทนความหมาย “ยิ้ม”  ในข้อความที่โพสต์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 1982   และในวันนี้ความนิยมของอีโมติคอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์  หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือเท่านั้น   เรายังเห็นสัญลักษณ์บอกความรู้สึกแบบนี้  ไปปรากฎในหน้าจอทีวี  หรือแม้แต่ในหนังสือ  โดยเฉพาะหนังสือที่มีกลุ่มคนอ่านเป็นวัยรุ่นนั่นเอง   ก็ต้องเรียกว่าเป็นไปตามยุคสมัยล่ะครับ   หากผู้ใหญ่คนใดมีโอกาสได้อ่านหนังสือ หรือดูทีวีที่มีการใช้สัญลักษณ์อีโมติคอน หรือสไมลี่  ก็อย่าเพิ่งงงหรือมึนกันไปก่อนนะครับ  ให้รู้ว่านี้คือการสื่อสารสื่อความของคนเจนเนอเรชั่นนี้กันนั่นเอง

Emoticon5_Onion

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฏาคม 2010 เวลา 09:59 น.
 

เข้าสู่ระบบ

Lost Password Forgot Username Register

Shopping Cart

VirtueMart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

รับข่าวสาร